|
|
|
ซิฟิลิส (Syphilis) |
|
|
ซิฟิลิส (Syphilis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอันตรายเนื่องจากเรื้อรัง มีระยะการติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี เป็นโรคติดต่อที่สามารถทำให้เกิดโรคแก่ระบบต่างๆ เช่น ซิฟิลิสระบบหใจ ระบบหลอดเลือด ระบบประสาท เป็นต้น อาจมีอาการแสดงที่ชัดเจนหรืออาจอยู่ระยะที่สงบได้เป็นระยะเวลานาน นอกจากติดต่อทางเพศสัมพันธ์และยังสามารถติดต่อจากมารดาไปยังทารกได้ (Congenital Syphilis)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เทรโพนีมาพัลลิดัม (Treponema pallidum) ติดต่อโดยการร่วมเพศเชื้อจะเข้าตามรอยถลอก หรือบาทแผลเล็กน้อย หรืออาจไซเข้าเยื่อบุผิวของท่ปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือช่องปาก คนเราติดเชื้อได้อย่างไร 1. ทางเพศสัมพันธ์ - เชื้อสามารถทางเพศสัมพันธ์ โดยผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
- เชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะที่ 1 Primary เนื้องจากระยะนี้ไม่มีอาการ
- ในระยะที่ 2 Secondy จะมีหูดระยะนี้จะมีเชื้อโดรปริมาณมาก หากสัมผัสอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ
2. การติดต่อทางอื่น - เชื้อจะอ่อนแอตายง่าย ดังนั้นการสัมผัสมือ หรือการนั่งโถส้วมจะไม่ติดต่อ
- หากผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่ติดเชื้อ ก็ทำให้เกิดการติดต่อได้
3. จากแม่สู่ลูก - เชื้อสามารถติดจากแม่ไปสู่ลูก ขณะที่ตั้งครรภ์และคลอด
อาการของโรค ซิฟิลิส ระยะที่ 1
- ในระยะที่ 1 รอยโรคจะปรากฏเป็นแผลริมแข็ง Chancre
- หลังจากได้รับเชื้อ 10 - 90 วันจะมีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศที่เชื้อเข้า
- แผลมักเป็นแผลเดียว ไม่เจ็บ ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองจะโตกดไม่เจ็บ
- ตำแหน่งที่พบได้บ่อยได้แก่ อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริมฝีปาก
- แผลจะอยู่ 1 - 5 สัปดาห์ และหายไปเอง
- แม้ว่าแผลจะหายไปเองแต่ว่าเชื้อก็ยังมีอยู่ในกระแสเลือด
- สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอดส์ แผลจะมีขนาดใหญ่ และมีอาการเจ็บมาก
- การตรวจเลือดในช่วงนี้อาจให้ผลลัพธ์ได้ร้อยละ 30
ซิฟิลิส ระยะที่ 2
- ระยะนี้จะเกิดหลังได้รับเชื้อ 17 วัน - 6 เดือน
- ผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 - 6 สัปดาห์
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- ปวดตามข้อเนื้องจากอักเสบ
- มีผื่นสีแดงน้ำตาลที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่เจ็บ ไม่คัน สามารถพบได้ตามทั่วไปเรียกว่า" ออกดอก"
- จะพบหูด Condylomata late บริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ
- จะพบผื่นสีเทาในปาก คอ และปากมดลูก
- ผมร่วงเป็นย่อม ๆ
- ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบาย
- อาการเหล่านี้จะอยู่ได้ 1-3 เดือนหายไปเองและจะกลับมาเป็นซ้ำ
- การตรวจเลือดมนช่วงนี้จะทำให้ผลลบ
ระยะแฝง
- ช่วงนี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการของโรค ช่วงนี้กินเวลา 2 - 30 ปี หลังจากได้รับเชื้อ
- ในช่วงนี้จะทราบได้โดยการตรวจเลือด
- ระยะนี้อาจมีผื่นเหมือนระยะที่ 2
- ในระยะนี้หากตั้งครรภ์ เชื้อสามารถติดไปยังลูกได้
ระยะที่ 3
- ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะแสดงอาการของโรคออกมาในระยะท้าย
- ระยะนี้เชื้อโรคจะทำลายอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและหลอดเลือด สมอง ทำให้อ่อนแรง หรืออาจตาบอดได้ กระดูกหักง่าย
- หากไม่สามารถรักษาให้ทัน อวัยวะต่างๆ จะถูกทำลายโดยที่ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้
- การตรวจเลือดจะพบผลร้อยละ 30
*Congenitel Syphilis หมายถึง ทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น ซิฟิลิส การตรวจวินิจฉัยโดยการนำหนองจากแผลหรือเลือดไปตรวจหาเชื้อ - Dark field Exam นำน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นไปส่งกล้องเพื่อหาตัวเชื้อ
- การตรวจเลือด หาภูมิคุ้มกันของ ซิฟิลิส ทำได้ 2 วิธี คือ
การตรวจหาภูมิคุ้มกันซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อ ซิฟิลิส ได้แก่ VDRL (Venereal Disease - Laboratory) และ RPR (Rapaid Plasma Reagent) การตรวจเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโดยวิธี FTA-ABS (Fluoresecent Treponemal antibody-Absorption Test) วิธี MHA-TP (Microhemagglutination Treponema Palladiums) และ TPHA (Treponema-Palladiums Haemagglutination Test) ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เคยเป็น ซิฟิลิส มาก่อนอาจจะให้ผลบวกหลอกโดยที่ไม่เป็นโรคเมื่อตรวจเลือด ข้อแนะนำและข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิส - หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยง และต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หากตรวจพบว่ามีเชื้อหรือเคยมีเชื้อซิฟิลิส ควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้รู้ในการรักษาและปฏิบัติตัวต่อไป
- หากตรวจพบว่ามีเชื้อหรือเคยมีเชื้อซิฟิลิส ควรงดบริจาคโลหิต
- หลังจากบริจากโลหิตแล้วพบความผิดปกติควรตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือสถานพยาบาลตามสิทธิของท่าน
- หากมีข้อสงสัย หรือข้อแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ งานสุขศึกษาประชาสัมพันธ์ โทร 054-335262 ต่อ 222
|
|